ดาราและนักร้องหญิงที่มีฝีมือและชื่อเสียงของไทยมากที่สุด

อาชีพดารานักร้องถือว่าเป็นอาชีพที่ต้องใช้หน้าตาและฝีมือในการทำมาหากินเป็นหลัก อย่างไรก็ตามนอกจากหน้าตาหรือฝีมือคุณภาพแล้ว เรื่องของนิสัยใจคอก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ดารานักร้องหลายคนยังคงยืนหยัดอยู่ในวงการได้อย่างสบายๆ สำหรับดารานักร้องหญิงเองก็มีอยู่ด้วยกันหลายที่ต้องเรียกว่าเธอคือซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทยของจริง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปสักเท่าไหร่เมื่อเอ่ยชื่อพวกเธอเหล่านี้ขึ้นมาคนไทยทุกคนจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน ดารานักร้องหญิงชื่อดังของไทยและผลงานที่โดดเด่น อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ – หากจะบอกว่าให้นึกถึงดารานักร้องหญิงเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ชื่อของเธอคนนี้จะต้องอยู่ในหัวของใครหลายคนอย่างแน่นอน ด้วยฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยม หน้าตาที่สะสวย บวกกับนิสัยที่ดีงามทำให้เธอขึ้นแท่นเป็นซุปเปอร์สตาร์มาอย่างยาวนาน ผลงานที่พอจะคุ้นตาก็จะเป็นละครเสียส่วนใหญ่ อาทิ เรื่องแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา นอกจากนี้ก็ยังมีงานภาพยนตร์, พรีเซนเตอร์โฆษณา ที่เราจะได้เห็นหน้าอยู่บ่อยๆ ด้วย แอน ทองประสม – สุดยอดนักแสดงหญิงที่ทุกคนต่างยกให้เธอเป็นเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง เพราะนอกจากหน้าตาที่สุดสวยแล้ว เธอยังจัดว่าเป็นนักแสดงที่มีนิสัยดีเป็นเลิศสุดๆ ไม่เคยลืมพื้นหลังของตัวเองว่ามาจากไหน ผลงานละครคือสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นมาจนทุกวันนี้ เช่นเรื่อง สวรรค์เบี่ยง นอกจากนี้ก็ยังมีพรีเซนเตอร์โฆษณา รวมถึงปัจจุบันก็เริ่มมาเป็นผู้จัดละครที่อยู่เบื้องหลังบ้างแล้ว บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี – จุดเริ่มต้นมาจาการเป็นนางสาวไทยก่อนก้าวเข้ามาเป็นนางเอกละครหลายๆ เรื่อง หลังจากนั้นก็มีบทบาทมากมายที่เธอคนนี้รับแสดง รวมไปถึงการเป็นพิธีกรรายการต่างๆ การเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณา จนงานล่าสุดของเธอที่มักชอบช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กทำให้เธอถูกยกให้เป็นแม่พระประจำวงการก็ว่าได้ มาช่า วัฒนพานิช – ถือว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งในวงการบันเทิงที่มีประสบการณ์ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง …

กฎหมายคุ้มครองเด็กและสตรีคุ้มครองอะไรบ้างและควรต้องรู้หรือไม่

หากเปรียบเทียบกันตามความเป็นจริงเด็กและสตรีจัดได้ว่าเป็นผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองมากกว่าคนปกติทั่วไป ด้วยความที่พวกเขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้น้อยยามที่เกิดปัญหาหรือเกิดความรุนแรง กฎหมายในบ้านเราจึงมักจะออกมาเพื่อให้ประโยชน์กับพวกเขามากเป็นพิเศษ แน่นอนว่ามันคือเรื่องที่ดีที่สังคมของเราจะได้มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ควรเป็น ไร้ซึ่งการกดขี่ข่มเหงแบบไร้ความยุติธรรมอันไม่ควรจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ กฎหมายคุ้มครองเด็ก จริงๆ แล้วกฎหมายที่ออกมาเพื่อทำการคุ้มครองเด็กก็มีอยู่ด้วยกันหลายฉบับขึ้นอยู่กับว่าฉบับที่ออกมาจะออกประกาศในลักษณะใด อาทิ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ, พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าวัตถุประสงค์หลักในการออกกฎหมายต่างเหล่านี้มาก็เพื่อต้องการให้เด็กได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างที่พวกเขาควรจะเป็น อีกทั้งยังเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นกับตัวเด็ก ให้ได้รับการส่งเสริมทางด้านการศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุดเพราะเด็กคืออนาคตของชาติต่อไป เราจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กจะเน้นไปในเรื่องของการพยายามไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับเด็ก และเรื่องของการศึกษาเป็นหลัก เปรียบเสมือนกับว่านี่เป็นหัวใจของการออกกฎหมายคุ้มครองเด็กเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือต้องการให้เด็กทุกคนตระหนักเข้าใจได้ว่ากฎหมายที่ออกมานอกจากเพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์แล้ว พวกเขาเองก็ควรที่จะนำเอาประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับไปใช้ให้ดีที่สุดด้วย เช่น การตั้งใจเรียนหนังสือ เป็นต้น กฎหมายคุ้มครองสตรี ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกับกฎหมายคุ้มครองเด็กสักเท่าไหร่นักในแง่ของการออกกฎหมายมาเพื่อต้องการคุ้มครองสตรีเพศทุกคนให้อยู่ในสังคมได้อย่างไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยกฎหมายที่เรามักคุ้นหูคุ้นตากับการออกมาเพื่อเป็นการคุ้มครองสตรี อาทิ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์, กฎบัตรสหประชาชาติกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เป็นต้น อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่าสตรีแม้ในยุคนี้จะเป็นยุคของหญิงเก่งหลายคน แต่เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ การโดนกดขี่ของผู้หญิงยังมีให้เห็นอยู่มากมาย รวมถึงการนำเอาผู้หญิงไปเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมอยู่เรื่อยๆ ถ้าหากว่าไม่ได้มีการนำเอากฎหมายมาห้ามปราม การคุ้มครองสตรีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะทำให้โลกได้รับรู้ว่าไม่ว่าเพศชายหรือเพศหญิงทุกคนล้วนแล้วแต่มีสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตไม่แตกต่างกัน ทุกอย่างควรเป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

เพราะเหตุใดในปัจจุบันผู้หญิงถึงแต่งงานช้าลง

การแต่งงานหรือการมีคู่ครองอย่างถูกต้องตามประเพณีถือว่าเป็นความใฝ่ฝันของผู้หญิงแทบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอดีตเราจะเห็นว่าผู้หญิงที่ยิ่งออกเหย้าออกเรือนในช่วงวัยที่เหมาะสมถือได้ว่าผู้หญิงคนดังกล่าวมีความเพียบพร้อมในการเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี ทว่าในปัจจุบันด้วยโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเราจะเห็นว่าอัตราการแต่งงานของผู้หญิงในยุคปัจจุบันน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก นั่นอาจมีเหตุผลมาจากปัจจัยหลายๆ ด้านซึ่งสามารถแยกย่อยออกมาได้มากมาย เหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันแต่งงานช้าลง อัตราส่วนระหว่างเพศชายกับเพศหญิงไม่เท่ากัน – จุดนี้น่าจะเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้การแต่งงานของผู้หญิงน้อยลงเพราะว่าอัตราเพศหญิงมีมากกว่าอัตราเพศชายค่อนข้างมาในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้หญิงหลายคนเองก็ไม่สามารถเลือกหาคู่ครองให้กับตัวเองได้ เลยตัดสินใจที่จะยังไม่แต่งงานดีกว่า ความหลากหลายในรสนิยมทางเพศ – เราจะเห็นว่าในยุคปัจจุบันนี้มีความหลากหลายเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศมากขึ้น เข้าใจง่ายๆ คือ เพศเดียวกันสามารถคบหากันได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น เมื่อเพศเดียวกันคบหากันนั่นหมายความว่าอัตราการแต่งงานทั้งชายและหญิงก็ลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เรื่องเพศยังค่อนข้างไม่เปิดกว้างเหมือนทุกวันนี้ ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้น – นี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าผู้หญิงแต่งงานน้อยลงเนื่องจากมีการศึกษาที่สูงขึ้นกว่าสมัยก่อน เมื่อมีการศึกษาสูงขึ้นก็สามารถที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเอได้โดยไม่จำเป็นต้องรอผู้ชาย ที่สำคัญผู้หญิงบางคนเวลาที่ทำงานเก่งมากๆ ผู้ชายจะไม่ค่อยกล้าจีบเนื่องจากว่ากลัวความเก่งกาจของเธอจะบดบังความเป็นผู้ชายของเขาไปเสียหมด ต้องการอิสระในการใช้ชีวิต – สังคมสมัยนี้เป็นสังคมที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างอิสระมากขึ้น ความคิดของผู้หญิงบางคนจึงมองว่าการใช้ชีวิตคนเดียวแบบอิสระถือว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ดีกว่าจะต้องไปมีคู่ครอง เพราะเมื่อมีคู่ครองการใช้ชีวิตของตนเองก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนตอนเป็นโสด ผู้หญิงหลายคนจึงเลือกโสดเพื่อชีวิตอันอิสระของตัวเอง นิสัยส่วนตัวของผู้ชาย – นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ผู้หญิงหลายคนมองว่าหากหาผู้ชายที่ดีมาเป็นคู่ครองไม่ได้ ก็เลือกที่ไม่มีเพื่อจะได้ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องเครียดกับชีวิตไปเลยดีกว่า อย่างน้อยแค่เครียดเรื่องของตัวเองเพียงอย่างเดียวก็ยังดีกว่าต้องมานั่งเครียดกับนิสัยไม่ดีต่างๆ ของผู้ชาย โรคภัยไข้เจ็บ – ผู้หญิงบางคนหากรู้ว่าตัวเองมมีโรคอยู่กับตัวก็ไม่อยากที่จะสร้างภาระให้กับฝ่ายชายจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตกับตัวเอง ดูแลตัวเองดีกว่าต้องให้คนอื่นมาดูแลเราในยามป่วยไข้